การทำบัญชีทรัพย์

สินสมรสและสินส่วนตัว

สินส่วนตัวแบ่งออกเป็น 4 ชนิด

 1. ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส   เช่น เงินฝากในธนาคารที่มีอยู่ก่อนสมรสก็ถือเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นแต่ถ้าหลังจากสมรสมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นสินสมรสเพราะเป็นดอกผลของสินส่วนตัวที่เกิดขึ้นหลังสมรส

2. ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับกายตามสมควรแก่ฐานะ เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ

 3. ได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือ โดยการให้โดยเสน่หา

4. ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น มีได้เฉพาะแต่ของภริยาเท่านั้น

สินสมรสแบ่งออกเป็น 3 ชนิด

1. ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

2. ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือ ระบุยกให้เป็นสินสมรส

 3. ดอกผลของสินส่วนตัว

กรณีมิใช่ดอกผลของสินส่วนตัว เช่น

     • ราคาที่เพิ่มขึ้นของที่ดินอันเป็นสินส่วนตัว

     • ที่งอกอันเกิดจากที่ดินสินส่วนตัว

     • กรณีมีการแยกสินสมรสโดยผลของกฎหมาย หรือคำสั่งศาล ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์ที่แยกนั้นเป็นสินส่วนตัว (มาตรา 1492 วรรคท้าย )

การทำบัญชีทรัพย์ ( มาตรา 1728 – มาตรา 1731)

 กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำบัญชีทรัพย์ไว้ดังนี้

1. แบบของบัญชีทรัพย์มรดก บัญชีทรัพย์มรดกต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน และพยานนั้นต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้น และต้องไม่เป็นบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลที่หูหนวก เป็นไบ้หรือตาบอดทั้งสองข้าง ( คำพิพากษาฎีกาที่ 1024/2537 )

2. เวลาลงมือทำบันชีทรัพย์มรดก

ผู้จัดการมรดกต้องเริ่มทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลาดังนี้

 • ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต้องเริ่มทำภายใน 15วันนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย ถ้าขณะนั้นผู้จัดการมรดกได้รู้ถึงการแต่งตั้งและยอมรับการแต่งตั้งนั้น

• ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ต้องเริ่มทำภายใน 15วันนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาล

 • ผู้จัดการมรดกในกรณีอื่น คือกรณีที่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง ได้สอบถามไปยังผู้ที่ถูกตั้งเป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมว่าจะรับเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ซึ่งต้องสอบถามไปภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย แต่ต้องเป็นเวลาหลังจากที่เจ้ามรดกตายแล้ว15วัน ถ้าบุคคลดังกล่าวรับเป็นผู้จัดการมรดก ก็ต้องลงมือทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15วัน นับแต่วันตอบรับดังกล่าว

 3. ผู้จัดการมรดกต้องทำบัญชีทรัพย์ให่แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือน นับแต่เวลา15วันดังกล่าวไว้ในข้อ 2 ถ้าไม่เสร็จภายในเวลาดังกล่าวผู้จัดการมรดกอาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาดังกล่าวต่อศาลได้ แต่ต้องยื่นก่อนสิ้นกำหนดเดิม ซึ่งศาลจะอนุญาตให้ขยายต่อไปอีกก็ได้

4. ผลของการไม่ทำบัญชีทรัพย์

• ศาลถอนผู้จัดการมรดกได้

• ห้ามผู้จัดการมรดกทำกิจการใด เว้นแต่เป็นการเร่งร้อนและจำเป็น ( ฎีกา 802/2542 )

การแบ่งปันมรดกระหว่างทายาทนั้น ตามกฎหมายอาจทำได้ 3 วิธี ( มาตรา 1750 )

1. ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกได้เป็นส่วนสัด วิธีนี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

2. ขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินมาแบ่งปันกัน อาจกิดขึ้นได้ในกรณีที่ทายาทไม่อาจตกลงกันได้คนใดจะได้ทรัพย์อะไร หรือ อาจเกิดขึ้นในกรณีที่โดยสภาพแห่งทรัพย์มรดกนั้นไม่เปิดช่องให้แบ่งออกเป็นส่วนๆได้

3. ทำสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกกัน วิธีนี้กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

อายุความฟ้องคดีมรดก ( มาตรา 1754 )

1. กรณีทายาทโดยธรรม ต้องฟ้องภายในหนึ่งปี นับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่ทายาทโดยธรรมรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

2. กรณีทายาทโดยพินัยกรรม ต้องฟ้องภายในหนึ่งปี นับแต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม

 3. กรณีเจ้าหนี้กองมรดก ( เจ้าหนี้ของผู้ตาย ) ต้องฟ้องภายในหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งสามกรณีไม่ว่าจะเป็นประการใด ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสิปปีนับแต่เจ้ามรดกตาย ( ฎีกา 6767/2543 )

อายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก ( มาตรา 1733วรรค2 )

 ห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่า 5 ปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด

( ฎีกา 4228/2539 , 7104/2539,6767/2543 )