ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการริบทรัพย์

การริบทรัพย์

            การริบทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 บัญญัติไว้ว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งเป็นโทษที่มุ่งเกี่ยวกับตัวทรัพย์เป็นสำคัญ ต่างกับโทษสถานอื่น

            การริบทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามีอยู่ในมาตรา 32 มาตรา 37

              มาตรา   32   ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า   ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น  ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด  และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

               มาตรา   33   ในการริบทรัพย์สิน   นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว  ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ

                ( 1 )   ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้  หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิด  หรือ

                 ( 2 )   ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด

             เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด"

         เงื่อนไขตามมาตรานี้ที่จะสามารถริบได้ต้องเป็นทรัพย์สินซึ่ง

              -          บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด  ตัวอย่างเช่น  นายแดนใช้มีดจี้เพื่อให้ได้เงินจากนางสาวมด มีดเล่มนี้จึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด

              -          บุคคลมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด  ตัวอย่างเช่น  นายบิ๊กเตรียมธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทจำนวน 400 ใบเพื่อแจกชาวบ้านให้เลือกตนเป็นผู้ใหญ่บ้าน   ธนบัตรจำนวนดังกล่าวถือเป็นทรัพย์ที่เตรียมไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด

             -          ได้มาจากการกระทำความผิด   ตัวอย่างเช่น  เงินที่นายแดนได้มาจากนางสาวมดโดยการจี้นั้น ถือเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด

             -           เว้นแต่เป็นทรัพย์ของผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย  ตัวอย่างเช่น มีดที่นายแดงใช้จี้นางสาวมดเป็นของนายบีม ซึ่งใช้ทำครัวที่บ้าน  นายแดนนำมาโดยนายบีมไม่รู้เรื่อง

                ทรัพย์สินที่จะริบได้ตามมาตรานี้ต้องเป็นสิ่งของที่บุคคลมีเจตนาใช้ในการกระทำผิด หรือมีไว้โดยเจตนาจะใช้ในการกระทำความผิด

               มาตรา   34   บรรดาทรัพย์สิน

            ( 1 )   ซึ่งได้ให้ตามความในมาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 149  มาตรา  150  มาตรา 167มาตรา 201 หรือ มาตรา 202  หรือ

            ( 2 )    ซึ่งได้ให้เพื่อจูงใจบุคคลให้กระทำความผิด หรือเพื่อเป็นรางวัลในการที่บุคคลได้กระทำความผิด   

          ให้ริบเสียทั้งสิ้นเว้นแต่ทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด          

         ซึ่งความผิดตามมาตรา 34 (1 )

              -          มาตรา 143 มาตรา 144  มาตรา  149  มาตรา  150 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน  ตัวอย่างเช่น  การให้สินบนเจ้าพนักงานตำรวจ  ทรัพย์สินที่ให้เป็นสินบนดังกล่าวคือทรัพย์ที่ริบได้ตามมาตรานี้

              -          มาตรา  167  เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการตุลาการ  ตัวอย่างเช่น นายกวางให้เงินอัยการเพื่อจะให้ทำคำสั่งไม่ฟ้องตนในคดีอาญา

              -          มาตรา 201  มาตรา 202 เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตัวอย่างเช่น นายกวางให้เงินอัยการเพื่อจะให้ทำคำสั่งไม่ฟ้องตนในคดีอาญาและอัยการตกลงรับเงินจำนวนนั้น  

          มาตรา  35   ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบให้ตกเป็นของแผ่นดิน  แต่ศาลจะพิพากษาให้ทรัพย์สินนั้นใช้ไม่ได้  หรือทำลายทรัพย์สินนั้นเสียก็ได้

             -     ตัวอย่างเช่น   เงินที่ศาลพิพากษาให้ริบให้ริบในคดีที่นักการเมืองซื้อเสียงในการเลือกตั้ง  ให้เงินจำนวนนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

          มาตรา  36   ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรืมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่า  ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด  ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน  ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน  แต่คำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด

               ข้อยกเว้นหลักกฎหมายตามมาตรา 33 และมาตรา 34  คือ กรณีเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

               -          ดังนั้นขอได้เฉพาะคนที่เป็นเจ้าของจริงๆเท่านั้น ตัวอย่างเช่น นายโต๋ผู้เช่าไม่ใช้เจ้าของรถคันที่ศาลสั่งริบจึงขอคืนไม่ได้

               -         เจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย  ตัวอย่างเช่น  มีดที่นายแดงใช้จี้นางสาวมดเป็นของนายบีม ซึ่งใช้ทำครัวที่บ้าน  นายแดนนำมาโดยนายบีมไม่รู้เรื่อง

                ระยะเวลาที่จะขอคืน  จะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด

                มาตรา  37  ถ้าผู้ที่ศาลสั่งให้ส่งทรัพย์สินที่ริบไม่ส่งภายในเวลาที่ศาลกำหนด  ให้ศาลมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้

            ( 1 )  ให้ยึดทรัพย์สินั้น

            ( 2 )  ให้ชำระราคาหรือสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของผู้นั้นชดใช้ราคาจนเต็ม  หรือ

            ( 3 ) ในกรณีที่ศาลเห็นว่า  ผู้นั้นจะส่งทรัพย์สินที่สั่งให้ส่งได้  แต่ไม่ส่ง หรือชำระราคาทรัพย์สินนั้นได้   แต่ไม่ชำระ  ให้ศาลมีอำนาจกักขังผู้นั้นไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งแต่ไม่เกินหนึ่งปี  แต่ถ้าภายหลังปรากฏต่อศาลเอง  หรือโดยคำเสนอของผู้นั้นว่า  ผู้นั้นไม่สามารถส่งทรัพย์สินหรือชำระราคาได้  ศาลจะสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไปก่อนครบกำหนด