เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายเรียกคืนได้
ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้รับเงินบำเหน็จซึ่งนายจ้างคำนวณให้ตามระเบียบ กองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2536 แต่เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีให้นายจ้างที่เป็นรัฐวิสาหกิจจ่ายเงินกองทนบำเหน็จตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศใหม่ ทำให้สิทธิของลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ที่จะได้รับเงินบำเหน็จต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี นายจ้างต้องคำนวณจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดเท่านั้น เงินบำเหน็จในส่วนต่างที่นายจ้างจ่ายเกินไปอันเกิดจากการคำนวณตามระเบียบว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ที่ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้รับจากนายจ้าง ย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่นายจ้างกระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ และเป็นทางให้นายจ้างเสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความในการฟ้องเรียกคืนบำเหน็จที่นายจ้างจ่ายเกินไปและจะต้องคืนกันเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา กรณีมิใช้ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้นายจ้างสามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336
หมายเหตุย่อมาจากคำพิพากษาฎีกาที่5442-5468/ 2548