ครม.มีมติรับพ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านพ.ศ....
นายพงศักดิ์ เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมืองได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายยกรัฐมนตรี และนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เสนอให้วิปรัฐบาลพิจารณาร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านต่อสภาผู้แทนราษฎรวาระ2-3 โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 349 เสียงงดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงมติ 20 เสียง โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2553 ทางรัฐบาลถือว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล
นายพงศักดิ์ เปิดเผยว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมี 8 หมวด 49 มาตรามีประเด็นสำคัญเน้นการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ได้รับความยุติธรรม คุ้มครองผู้ทำงานต้องได้รับค่าจ่างขั้นต่ำ คุ้มครองสตรีมีครรภ์ คุ้มครองแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี คุ้มครองเรื่องสุขภาพชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน อาจกล่าวได้ว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของกฎหมายแรงงานที่สอดคล้องกับอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่177 ว่าด้วยการรับงานไปที่บ้านซึ่งออกมาเมื่อปี 2539 โดยผลของกฎหมายฉบับนี้ทำให้คุณภาพชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย ตลอดทั้งค่าจ้างสูงขึ้น ทำให้คนไทยประมาณ 294,290 ครัวเรือน จำนวน 449,251 คน ได้รับการคุ้มครอง ขณะเดียวกันทำให้การรับงานไปทำที่บ้าน 403 กลุ่มของกรมการจัดหางานมีอนาคตที่สดใส จากเดิมที่กลุ่มรับงานไปทำที่บ้านจำนวน 7061 คน ปัจจุบันเหลือเงินกองทุนรับงานไปทำที่บ้าน 30 ล้านบาท เพราะก่อนหน้านี้มติคณะรัฐมนตรีให้คืนเงิน100 ล้านบาทให้กระทรวงการคลังเพราะขาดกิจกรรมและความก้าวหน้า เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาจะทำให้งานต่างๆเดินหน้าต่อไป
นายพงศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายในวาระที่1, 2และ3 มากกว่า 17 ชั่วโมง จึงตั้งข้อสังเกตและให้กระทรวงแรงงานมาดำเนินการเตรียมความพร้อม เนื่องจากพระราชบัญญัติงานคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ....เป็นพระราชบัญญัติซึ่งคุ้มครองทั้งผู้รับงานไปทำที่บ้านและผู้จ้างงาน รัฐบาลควรต้องทำการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อของรัฐเพื่อเผยแพร่กฎหมายสู่ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้รับทราบเรื่องความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจากกฎหมายหลายฉบับขาดการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงทำให้ประชาชนขาดการรับรู้เรื่องมาตรการและผลของการคุ้มครองที่ควรจะได้รับกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรมีนโยบาย มาตรการและกลไกในการส่งเสริมและพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้านอย่างชัดเจนพร้อมไปกับการคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น การส่งเสริมความเข้มแข็งในการรวมกลุ่ม การพัฒนาทักษะฝีมือในการทำงาน พร้อมสนับสนุนข้อมูลข่าวสารเรื่องแหล่งงาน การตลาด การจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนผู้รับงานไปทำที่บ้านสามารถเข้าถึงสะดวก และการให้ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพอนามัยในการทำงานรวมถึงการกำหนดชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสมในแต่ละวัน เป็นต้น กระทรวงแรงงานควรดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทั้งผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านที่บ้านทราบเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามาตรา 50 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร รวมทั้งการได้รับการลดหย่อนภาษีของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
นายพงศักดิ์ กล่าวต่อว่า การมีกฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เป็นพลังสำคัญที่กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการให้สำนักงานประกันสังคมขยายการคุ้มครองแรงงานไปสู่แรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 ทั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานถือว่า การมีงานทำที่มั่นคง การคุ้มครองค่าจ้างขั้นต่ำการขยายการคุ้มครองด้านสุขภาพและความปลอดภัย จะทำให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเกือบ 5 แสนคน ได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมต่อไป
ที่มา กระทรวงแรงงาน