ความคืบหน้า เรื่อง การขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน
คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้
รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้กระทรวงแรงงานรับความเห็นของกระทรวงสาธารณสุขไปพิจารณาดำเนินการต่อไปอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. ... ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามร่างมาตรา 1 จากเดิม "ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา" เป็น "ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา" และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อประกอบการตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป
ข้อเท็จจริง
กระทรวงแรงงาน เสนอว่า เนื่องจากการขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนเป็นการดำเนินการตามนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตด้านแรงงานของรัฐบาล โดยจะปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งการขยายความคุ้มครองดังกล่าวเป็นการออกเงินสมทบโดยรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว สำนักงานประกันสังคมจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน ดังนี้
ประมาณการจำนวนคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน ปี 2551 (หน่วย : ล้านคน) จำนวนคู่สมรส (ข้อมูลกรมการปกครอง) จำนวน 2.88 จำนวนบุตร 3.00 เป็นบุตรรับเงินสงเคราะห์บุตร อายุ 0-6 ปี 1.30 บุตรอายุมากกว่า 6 ปี คำนวณจากการใช้บริการกรณีคลอดบุตร 1.70 รวมจำนวนคู่สมรสและบุตร 5.88 ซึ่งรวมจำนวนคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนคิดเป็น 63% ของผู้ประกันตนปี 2551 สถานะเงินกองทุนประกันสังคม 4 กรณี (กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย) มีเงินสะสมตั้งแต่ปี 2534 - 2551 ประมาณ 88,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเงินประโยชน์ทดแทนที่จ่ายจำนวนแต่ละปีของกองทุน 4 กรณี มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าประมาณการรายจ่ายปี 2552 จำนวน 31,110 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการจ่ายสิทธิประโยชน์เงินกองทุนประกันสังคม รวม 4 กรณี ดังนี้ เงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่จัดเก็บจากนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละร้อยละ 1.5 ได้แบ่งการจ่ายประโยชน์ทดแทน 4 กรณี กรณีเจ็บป่วย อัตราการแบ่งจ่ายประโยชน์ทดแทน 0.88 กรณีคลอดบุตร อัตราการแบ่งจ่ายประโยชน์ทดแทน 0.12 กรณีทุพพลภาพ อัตราการแบ่งจ่ายประโยชน์ทดแทน 0.44 กรณีตาย อัตราการแบ่งจ่ายประโยชน์ทดแทน 0.06 การจ่ายประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วยประกอบด้วย ค่าบริการทางการแพทย์แบ่งออกเป็นค่าบริการทางการแพทย์กรณีทั่วไป ได้แก่ ค่าเหมาจ่ายรายหัว ค่าภาระเสี่ยง เงินเพิ่มให้สถานพยาบาลตามอัตราการใช้บริการ และค่าบริการทางการแพทย์ กรณีพิเศษ ได้แก่ ค่าบริการทางการแพทย์สำหรับการรักษาพยาบาลที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง รวมทั้งค่าอวัยวะเทียม และเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย
แนวทางการปรับลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริการทางการแพทย์กรณีทั่วไป ดังนี้ ปรับระบบการเข้ารับบริการ โดยขยายการเริ่มต้นเข้ารับบริการในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิให้มากกว่าปัจจุบัน และเมื่อมีกรณีที่จำเป็นต้องรับบริการระดับที่สูงกว่าสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิจะเป็นผู้ส่งต่อให้ผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลคู่สัญญาหลัก และสถานพยาบาลระดับสูงต่อไป ปรับเกณฑ์มาตรฐานสถานพยาบาลคู่สัญญาหลักของประกันสังคม ให้ลดขนาดลงจาก 100 เตียง เพื่อเปิดโอกาสให้สถานพยาบาลขนาดกลางหรือขนาดเล็กเข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งจะเป็นการขยายจำนวนสถานพยาบาลคู่สัญญาหลักเพิ่มขึ้นให้รองรับจำนวนผู้ใช้บริการและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ปรับระบบการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาล โดยแยกจ่ายตามประเภทบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในแทนระบบเหมาจ่ายรายหัวเฉลี่ยในภาพรวมปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 200 บาท/คน/ปี อย่างไรก็ตามการดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องให้สถานพยาบาลของรัฐบาล และสถานพยาบาลในการกำกับดูแลของรัฐสนับสนุนการให้บริการแก่ผู้มีสิทธิในระบบประกันสังคมมากขึ้น โดยไม่จำกัดจำนวนผู้เลือกสถานพยาบาลและต้องมีการกำหนดพื้นที่รับผิดชอบในการให้บริการของสถานพยาบาล
จากข้อมูลทั้งหมดพบว่า อัตราภาระค่าใช้จ่ายสำหรับประโยชน์ทดแทน 3 กรณี ที่จะจัดให้แก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเกิน 2,202 บาท/คน/ปี ซึ่งเป็นเงินเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐบาลจ่ายให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งแม้ว่าจะปรับลดค่าใช้จ่ายแล้วยังสูงกว่าเล็กน้อย ดังนั้นหากมีการขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมจำเป็นต้องได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลไม่น้อยกว่างบเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐบาลจ่ายให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแต่ละปี
เพื่อให้การพิจารณาขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนเป็นไปด้วยความรอบคอบและรัดกุม สำนักงานประกันสังคมจึงขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายจาก 90 วันเป็น 120 วัน รวมทั้งให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ดังกล่าว โดยมีผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเป็นประธานอนุกรรมการ
ที่มา กระทรวงแรงงาน