สวัสดิการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้างกู้ยืมเงินนายจ้างได้นั้น ต้องคิดดอกเบี้ยหรือไม่ เสียภาษีหรือไม่ อะไรบ้าง
ปัจจุบันเศรษฐกิจบ้านเรานั้นมีการแปรผันง่าย ทั้งอิทธิพลจากเศรษฐกิจโดยรวมของในประเทศและนอกประเทศ จนมีผลกระทบต่อหมู่ชนบางหน่วยเช่นนายจ้างลูกจ้าง โดยเฉพาะปัญหาการเงิน บางครั้งลูกจ้างจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ในกรณีฉุกเฉินจำเป็นต่างๆไม่ว่าจะเป็นเพราะอุบัติเหตุ เจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บของตัวลูกจ้างเองหรือคนในครอบครัว
นายจ้างบางรายมองเห็นปัญหาของลูกจ้างในจุดนี้ เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานของลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างทำงานไม่เต็มที่ หรือขาดความตั้งใจในการทำงาน นายจ้างจึงยื่นมือเข้ามาช่วยลูกจ้างเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ลูกจ้าง โดยกำหนดระเบียบสวัสดิการให้สิทธิลูกจ้างที่จะกู้ยืมเงินจากกิจการของนายจ้างได้
ปัญหาเกิดขึ้นว่าเงินกู้ยืมที่นายจ้างให้สิทธิลูกจ้างกู้ยืมไปนั้นไม่คิดดอกเบี้ยได้ไหม
ประมวลรัษฎากรให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดได้ ตามมาตรา 65 ทวิ (4)
“ มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน ”
คิดดอกเบี้ยตามอัตราราคาตลาด คืออะไร เท่าไร แบ่งได้ 2 กรณีต่อไปนี้
1. กรณีที่นายจ้างนำเงินของกิจการของนายจ้างเข้าฝากธนาคารเป็นเงินฝากประจำ ต้องคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
2. กรณีที่นายจ้างกู้เงินมาเพื่อให้ลูกจ้างกู้ยืมต่อ ต้องคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่นายจ้างกู้เงินมานั้นเอง
ดังนั้นการให้ลูกจ้างกู้ยืมเงินจะต้องระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน หรือทุนอื่นใด และมีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ แม้ว่าจะไม่คิดดอกเบี้ยเจ้าพนักงานประเมินก็จะประเมินตามราคาตลาด คำนวณรวมถือว่าเป็นรายได้ของนายจ้างต้องนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่นายจ้างไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ 26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5(5) แห่ง ประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 (เฉพาะนายจ้างกำหนดระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน หรือทุนอื่นใดเท่านั้น)
กรณีใดบ้างที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน มี 2 กรณีคือ
1. โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือ
2. โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
กรณีอย่างไรที่ถือว่ามีเหตุอันสมควร ไม่ต้องถูกเจ้าพนักงงานประเมินประเมินใหม่และไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1. นายจ้างมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน หรือทุนอื่นใด
ทุนอื่นใดเพื่อพนักงาน หมายถึง เงินกองทุนที่กำหนดหรือจัดตั้งขึ้นไว้เพื่อพนักงานลูกจ้างกู้ยืมโดยเฉพาะซึ่งจำนวนเงินกองทุนนี้นายจ้างมีสิทธิกำหนดได้ตามความเหมาะสมโดยกำหนดเป็นระเบียบภายในของกิจการนายจ้างเอง
2. ให้พนักงานที่เป็นสมาชิกเท่านั้นกู้ยืมเป็นสวัสดิการ
ต้องเป็นพนักงานลูกจ้างในบริษัทเท่านั้น และยังมีสถานะภาพเป็นพนักงานลูกจ้างอยู่
แต่ถ้าเป็นกรณีลูกจ้างบริษัทในเครือเดียวกัน หรือลูกจ้างกู้ยืมเงินจากบริษัทแม่โดยไม่ได้เป็นลูกจ้างบริษัทแม่โดยตรง ถือว่าไม่มีเหตุสมควร
3. โดยคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควร
นายจ้างจะกำหนดให้กู้ยืมเงินโดยเสียดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดได้หรือไม่
ในกรณีที่นายจ้างให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินโดยเสียดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดนั้น โดยกำหนดไว้ในระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน หรือทุนอื่นใดและให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการ โดยคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควร สามารถทำได้ถือว่ามีเหตุสมคสร เจ้าพนักงานประเมิน ไม่มีอำนาจประเมินให้ใหม่ตามราคาตลาดได้ เพราะตามมาตรา 65ทวิ (4) นั้นต้องเป็นกรณีที่เป็นการให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควรเท่านั้น
ปัญหามีอีกว่านายจ้างให้กู้ยืมเงินโดยเสียดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด ลูกจ้างกู้ยืมไปแล้วลาออกจากงาน หากนายจ้างยังให้ลูกจ้างคนนั้นกู้ยืมเงินต่อไปโดยคิดอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมที่ต่ำกว่าราคาตลาด กรณีเช่นนี้จะกลายป็นว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินดอกเบี้ยใหม่ตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมได้ ตามมาตรา 65 ทวิ(4) แห่งประมวลรัษฎากรได้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534
เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5(5) แห่ง ประมวลรัษฎากร
---------------------------------------------
เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรสำหรับดอกเบี้ยที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากร จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 11/2528 เรื่อง ดอกเบี้ยตามประกาศการค้า 12 ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า
ข้อ 2 กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
คำว่า “บริษัทในเครือเดียวกัน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม
ข้อ 3 กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำเงินทุน เงินกู้ยืม เงินเพิ่มทุน หรือเงินอื่นที่เหลืออยู่ไปฝากธนาคารหรือซื้อตั๋วเงินของสถาบันการเงินอื่น โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติ กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นรายรับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้ว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ก็ตาม
ข้อ 4 ความในข้อ 2 และข้อ 3 ไม่รวมถึงการประกอบกิจการตามมาตรา 91/2 (1) มาตรา 92/2 (2) และมาตรา 91/2 (3) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
ข้อ 5 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน หรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงาน และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการ โดยคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควร ไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
ข้อ 6 บรรดาข้อความที่ถูกยกเลิกโดยคำสั่งกรมสรรพากรนี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีการค้าที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ สั่ง ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 บัณฑิต บุณยะปานะอธิบดีกรมสรรพากร
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ข้อหารือภาษีอากร หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/16254
| เลขที่หนังสือ | : กค 0811/16254 |
| วันที่ | : 28 พฤศจิกายน 2540 |
| เรื่อง | : ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการให้พนักงานของบริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด |
| ข้อกฎหมาย | : ประเด็นปัญหา |
| ข้อหารือ | : บริษัทฯ ซึ่งประกอบธุรกิจหลายประเภทในรูปของบริษัทในเครือ โดยบริษัทแต่ละบริษัทได้ให้สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด บริษัทฯ เข้าใจว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4)แห่งประมวลรัษฎากร และ 1. ในกรณีบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกันได้มีการโอนย้ายพนักงานอยู่เป็นประจำโดยเป็นการโอนย้ายทั้งแบบชั่วคราวและแบบประจำซึ่งในการโอนย้ายแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายแบบชั่วคราวหรือแบบประจำจะทำให้ความเป็นพนักงานของบริษัทที่ให้กู้ยืมเงินสิ้นสุดลง ในกรณีเช่นนี้ หากสัญญากู้ยืมเงินนั้นยังไม่ครบกำหนดเวลาการใช้เงินคืน และบริษัทเดิมยังคงให้กู้ยืมเงินต่อไป โดยให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำตามเดิมเพราะถือว่าพนักงานนี้ยังคงเป็นพนักงานที่อยู่ในเครือเดียวกัน ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดดังกล่าวเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีเหตุอันควรหรือไม่ 2. หากได้มีการกำหนดว่าพนักงานคนใดก็ตามหากเข้ามาทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือนี้แล้ว ก็จะมีสิทธิ์กู้ยืมเงินจากบริษัทหลักซึ่งเป็นบริษัทแม่ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด แม้ว่าจะมิได้เป็นลูกจ้างโดยตรงในบริษัทหลักก็ตาม และถ้าหากพนักงานได้ลาออกจากการเป็นพนักงานในกลุ่มบริษัทเหล่านี้แล้ว สัญญาการกู้ยืมเงินตามสัญญาดังกล่าวจะถึงกำหนดการชำระโดยทันที ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าการที่บริษัทแม่ให้พนักงานของบริษัทในเครือกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ 3. ในกรณีของการให้กู้ยืมเงินแก่พนักงานในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดหากได้มีการสิ้นสุดการว่าจ้างก่อนครบกำหนดของสัญญาการกู้ยืมเงินไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตามเช่น การลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งไม่ใช่บริษัทในเครือ ในกรณีเช่นนี้ หากบริษัทยังคงให้ลูกจ้างเดิมกู้ยืมเงินต่อไปอีกตามเงื่อนไขเดิมจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาแห่งการกู้ยืมเงิน เช่น 10 ปี เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ จะถือว่าการให้กู้ยืมเงินภายในช่วงระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดการจ้างลงจนถึงวันครบกำหนดชำระคืนเงินกู้เป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ 4. ในการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวข้างต้นนั้น มีกรณีใดบ้างที่บริษัทต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ |
| แนววินิจฉัย | : 1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล 1.1 ในกรณีที่บริษัทให้สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ถือได้ว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร 1.2 กรณีตาม 1. และ 3. เป็นกรณีที่บริษัทให้สวัสดิการแก่พนักงานของตนในลักษณะของการให้กู้ยืมเงินจากบริษัทได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ต่อมาเมื่อพนักงานโอนย้ายไปยังบริษัทในเครือเดียวกัน หรือลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกัน เป็นผลทำให้ความเป็นพนักงานของบริษัทได้สิ้นสุดลง หากบริษัทยังคงให้ลูกจ้างเดิมกู้ยืมเงินต่อไปอีกโดยคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จะประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมได้ 1.3 กรณีตาม 2. เป็นกรณีที่บริษัทแม่ให้พนักงานของบริษัทในเครือกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ถือเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่นเดียวกับ 1.2 2. กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ 2.1 กรณีบริษัทมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงานและบริษัทได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการโดยมีดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควร บริษัทไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.6/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5(5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 2.2 กรณีที่บริษัทให้พนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่มีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดตาม 2.1 หรือกรณีที่บริษัทให้พนักงานของบริษัทในเครือเดียวกันหรือพนักงานของบริษัทอื่นกู้ยืมเงิน ถือเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(5) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีที่บริษัทให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดได้ ตามมาตรา 91/16(6) แห่งประมวลรัษฎากร 2.3 กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น หากบริษัทให้กู้ยืมเงินเป็นครั้งคราว มิใช่การประกอบกิจการเป็นปกติธุระ ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13(2) แห่งประมวลรัษฎากร และตามข้อ 1(3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ เรื่องการกำหนดกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535 แต่บริษัทยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร |
| เลขตู้ | : 60/26132 |
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้(4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน
มาตรา 91/2 ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้
(1) การธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะ
(2) การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(3) การรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 33) พ.ศ.2541 ใช้บังคับ 1 ม.ค.2542 เป็นต้นไป )
(4) การรับจำนำตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ
(5) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ
( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 )
(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
(7) การขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์
(8) การประกอบกิจการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการ ในราชอาณาจักรตามมาตรานี้
ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นกิจการตาม (5) หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของการประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับตามมาตรานี้ก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 91/5 ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ
(1) สำหรับกิจการธนาคาร ตามมาตรา 91/2 (1) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ
(ก) ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายหรือที่ได้จากตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ และ
(ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ หรือการส่งเงินไปต่างประเทศ
(2) สำหรับกิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามมาตรา 91/2 (2) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ
(ก) รายรับตาม (1) (ก) และ
(ข) รายรับตาม (1) (ข)
(3) สำหรับกิจการรับประกันชีวิตตามมาตรา 91/2 (3) รายรับจากการประกอบกิจการ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ"
(4) สำหรับกิจการโรงรับจำนำตามมาตรา 91/2 (4)รายรับจากการประกอบกิจการ คือ (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ
(ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ
(5) สำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ (ก) รายรับตาม (1) (ก) และ
(ข) รายรับตาม (1) (ข)( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 )
(6) สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
(7) สำหรับกิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7) รายรับจากการประกอบกิจการ คือรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
(8) สำหรับกิจการอื่นตามมาตรา 91/2 (8) รายรับจากการประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ
(1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
(2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ
(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแทนผู้ประกอบกิจการ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี
มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ
(1) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อผู้ประกอบกิจการมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ
(2) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการหรือในเอกสารอื่นประกอบแบบแสดงรายการเพื่อให้ถูกต้อง
(3) กำหนดราคาขายสินค้าโดยเทียบเคียงกับราคาขายในวันเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันของสินค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงกันได้
(4) กำหนดดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตราการออกตั๋วเงิน หรือการส่งเงินไปต่างประเทศตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงได้
(5) กำหนดรายรับซึ่งผู้ประกอบกิจการควรได้รับ เพราะผู้ประกอบกิจการกับผู้ซื้อมีการควบคุมหรือความสัมพันธ์กันในด้านทุนหรือด้านการจัดการ
(6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการ ตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอนหรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(7) กำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบกิจการ หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบกิจการเองหรือของผู้ประกอบกิจการอื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่าง อื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร
(8) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 91/15 (3) โดยไม่ต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (7) ก็ได้
- 5686 reads