จับ ค้น ควบคุมตัว ฝากขัง ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า?

                ประชาชนทั่วไปมักไม่เข้าใจหรือไม่รู้กฎหมายเรื่องจับ ค้น ควบคุมตัว หรือฝากขัง มากนัก  อีกทั้งเรื่องนี้แต่ก่อนนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหลายมาตราที่ใช้ไม่ได้เพราะว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี2540 ต่อมาก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

  ค้น  เจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น

          การค้นเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้นที่มีอำนาจค้นได้  ค้นแบ่งออกได้สองประเภท คือ

 1.  ค้นตัว เจ้าพนักงานตำรวจจะค้นตัวได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือเพื่อยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเอาผิดกับผู้ต้องหาได้

            ค้นตัวก่อนจับ

            มาตรา 93 ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด

            ค้นตัวหลังจับ

                มาตรา 85 เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับไว้ มีอำนาจค้นตัว ผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้
                การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น

2.  ค้นที่รโหฐาน  หรือค้นบ้าน

            มาตรา 2 (13) ที่รโหฐาน" หมายความถึงที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณสถาน ดั่งบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา

            ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (3) " สาธารณสถาน หมายความว่า สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ "

            ที่รโหฐาน ก็คือ สถานที่ส่วนตัว ที่บุคคลทั่วไปหรือประชาชนจะเข้าออกตามอำเภอใจไม่ได้ เช่น บ้านพักอาศัย                  หลักก็คือ ห้ามมิให้ค้นที่รโหฐาน โดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล  เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

                มาตรา 92 ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น และในกรณีดังต่อไปนี้
     (1)
เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน หรือมีเสียงหรือพฤติการณ์อื่นใดอันแสดงได้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในที่รโหฐานนั้น
     (2)
เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน
     (3)
เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น
     (4)
เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมา ได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
     (5)
เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และการจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา 78
                การใช้อำนาจตาม (4) ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้ค้นส่งมอบสำเนาบันทึกการตรวจค้น และบัญชีทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทั้งจัดทำบันทึกแสดงเหตุผลที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้ แก่ผู้ครอบครองสถานที่ที่ถูกตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่นั้น ให้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวแก่บุคคลเช่นว่านั้นในทันทีที่กระทำได้ และรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป

         ไม่เปิดห้องให้เข้าค้นได้ไหม?

                หากไม่ยอมให้เจ้าพนักงานเข้าไป  เจ้าพนักงานมีอำนาจ ใช้กำลังเพื่อเข้าไปในกรณีจำเป็นจะเปิดหรือทำลายประตูบ้าน ประตูเรือนหน้าต่าง รั้วหรือสิ่งกีดขวางอย่างอื่นก็ได้

                มาตรา 94 ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ทำการค้นในที่ รโหฐานสั่งเจ้าของหรือคนอยู่ในนั้นหรือผู้รักษาสถานที่ซึ่งจะค้น ให้ ยอมให้เข้าไปโดยมิหวงห้าม อีกทั้งให้ความสะดวกตามสมควรทุก ประการในอันที่จะจัดการตามหมาย ทั้งนี้ให้พนักงานผู้นั้นแสดงหมาย หรือถ้าค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายก็ให้แสดงนามและตำแหน่ง
                ถ้าบุคคลดั่งกล่าวในวรรคต้นมิยอมให้เข้าไป เจ้าพนักงานมีอำนาจ ใช้กำลังเพื่อเข้าไปในกรณีจำเป็นจะเปิดหรือทำลายประตูบ้าน ประตู เรือนหน้าต่าง รั้วหรือสิ่งกีดขวางอย่างอื่นทำนองเดียวกันก็ได้

           ค้นแล้วไม่เจอของผิดกฎหมาย ตามที่ระบุไว้ในเหตุออกหมายค้น

                คำพิพากษาฎีกาที่  270/2543

                ศาลออกหมายค้นและเจ้าพนักงานทำการค้นเสร็จสิ้นแล้ว   แต่ไม่พบของผิดกฎหมายตามที่ระบุในเหตุแห่งการออกหมายค้นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา  มาตรา 92(4)   การออกหมายค้นรวมทั้งอำนาจในการปฏิบัติการตามหมายค้นได้เสร็จสิ้นยุติไปแล้ว    ถ้าผู้คัดค้านติดใจสงสัยว่า   เจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นโดยไม่มีหลักฐาน   และเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้คัดค้านตามกฎหมาย   ผู้คัดค้านก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมจากศาลได้โดยฟ้องร้องว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง

          ขัดขวางการค้นเก็บของไว้กับตัวได้ไหม ?

                หากผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการขัดขวางในระหว่างการค้น หรือทำให้การค้นนั้นล่าช้าจนอาจทำให้การค้นนั้นไร้ผล   เจ้าพนักงานผู้ค้นมีอำนาจควบคุมตัวได้เท่าที่จำเป็น

          และถ้าแอบซุกซ่อนสิ่งของที่เจ้าพนักงานต้องการไว้กับตัวหรือร่างกาย   เจ้าพนักงานผู้ค้นมีอำนาจที่จะค้นตัวผู้นั้นได้ด้วย

                มาตรา 100 ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลซึ่งอยู่ในที่ซึ่งค้นหรือ จะถูกค้นจะขัดขวางถึงกับทำให้การค้นไร้ผล เจ้าพนักงานผู้ค้นมี อำนาจเอาตัวผู้นั้นควบคุมไว้ หรือให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงาน ในขณะที่ทำการค้นเท่าที่จำเป็นเพื่อมิให้การขัดขวางถึงกับทำให้ การค้นนั้นไร้ผล

                ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นได้ เอาสิ่งของที่ต้องการพบซุกซ่อน ในร่างกาย เจ้าพนักงานผู้ค้นมีอำนาจค้นตัวผู้นั้นได้ดั่งบัญญัติไว้ตามมาตรา 85

          มาตรา 85 เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับไว้ มีอำนาจค้นตัว ผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้

                ระยะเวลาในการค้น

                มาตรา 96 การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้
       (1)
เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้
       (2)
ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือซึ่งมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้
       (3)
การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญ จะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

               
วิธีการค้นที่รโหฐาน

            มาตรา 99 ในการค้นนั้น เจ้าพนักงานต้องพยายามมิให้มีการเสียหายและกระจัดกระจายเท่าที่จะทำได้

            พยานในการค้น

                การค้นที่รโหฐานนั้นต้องกระทำต่อหน้าเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองในขณะนั้นหรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้  ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคน ซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน

                 มาตรา 102 การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงาน ผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคน ซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน
                การค้นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้ต้องหา หรือจำเลยซึ่งถูกควบคุม หรือขังอยู่ให้ทำต่อหน้าผู้นั้น ถ้าผู้นั้นไม่สามารถหรือไม่ติดใจมากำกับ จะตั้งผู้แทนหรือให้พยานมากำกับก็ได้ ถ้าผู้แทนหรือพยานไม่มี ให้ ค้นต่อหน้าบุคคลในครอบครัวหรือต่อหน้าพยานดั่งกล่าวในวรรคก่อน
                สิ่งของใดที่ยึดได้ต้องให้ผู้ครอบครองสถานที่ บุคคลในครอบครัว ผู้ต้องหา จำเลย ผู้แทนหรือพยานดูเพื่อให้รับรองว่าถูกต้อง ถ้าบุคคล เช่นกล่าวนั้น รับรองหรือไม่ยอมรับรองก็ให้บันทึกไว้

                บันทึกการค้น และสิ่งของที่ค้นได้

                มาตรา 103 ให้เจ้าพนักงานผู้ค้นบันทึกรายละเอียดแห่งการค้น และสิ่งของที่ค้นได้นั้นต้องมีบัญชีรายละเอียดไว้
                บันทึกการค้นและบัญชีสิ่งของนั้นให้อ่าน ให้ผู้ครอบครองสถานที่ บุคคลในครอบครัว ผู้ต้องหา จำเลย ผู้แทนหรือพยานฟังแล้วแต่กรณี แล้วให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อรับรองไว้

         ของที่เอาไปจากการค้นจะได้คืนไหม? เมื่อไร?

                มาตรา 85 วรรคสาม    สิ่งของใดที่ยึดไว้ เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่น ซึ่งมีสิทธิเรียกร้อง ขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น

          ทรัพย์สินหรือสิ่งของต่อไปนี้  ศาลต้องสั่งริบเสียทั้งสิ้น

        1.     ทรัพย์สินที่ทำ  หรือมีไว้เป็นความผิด ไม่ว่าจะเป็นของผู้ใด

        2.     ทรัพย์สินทีได้ใช้  หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด    

        3.     ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด 

        4.     ทรัพย์สินที่ได้ให้เจ้าพนักงานซึ่งเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน   หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 

        5.     ทรัพย์สินที่ได้ให้เพื่อจูง ใจบุคคลให้กระทำความผิด  หรือเพื่อเป็นรางวัล ในการที่บุคคลได้กระทำความผิด  
         เว้นแต่  ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจ ด้วยในการกระทำความผิด เฉพาะทรัพย์สินตาม (1) - (5)เท่านั้น    โดยต้องขอคืนภายใน 1 ปีนับแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

                   ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้ เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และ มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตาม กฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้อีกด้วยคือ
               (1)
ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
               (2)
ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด
                   เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจ ด้วยในการกระทำความผิด
                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 34 บรรดาทรัพย์สิน
               (1)
ซึ่งได้ให้ตามความใน มาตรา 143  มาตรา 144  มาตรา 149  มาตรา 150  มาตรา 167มาตรา 201 หรือ มาตรา 202 หรือ
               (2)
ซึ่งได้ให้เพื่อจูง ใจบุคคลให้กระทำความผิด หรือเพื่อเป็นรางวัล ในการที่บุคคลได้กระทำความผิด
                ให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ศาลจะพิพากษาให้ทำให้ทรัพย์สินนั้นใช้ไม่ได้หรือทำลายทรัพย์สิน นั้นเสียก็ได้
                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตาม มาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของ แท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำ ความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ใน ความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้น จะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด
                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 37 ถ้าผู้ที่ศาลสั่งให้ส่งทรัพย์สินที่ริบไม่ส่งภายในเวลาที่ ศาลกำหนด ให้ศาลมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้
             (1)
ให้ยึดทรัพย์สินนั้น
             (2)
ให้ชำระราคาหรือสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของผู้นั้นชดใช้ราคาจนเต็ม หรือ
             (3)
ในกรณีที่ศาลเห็นว่า ผู้นั้นจะส่งทรัพย์สินที่สั่งให้ส่งได้แต่ไม่ส่ง หรือชำระราคาทรัพย์สินนั้นได้ แต่ไม่ชำระ ให้ศาลมีอำนาจกักขังผู้ นั้นไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ไม่เกินหนึ่งปีแต่ถ้าภายหลัง ปรากฏแก่ศาลเองหรือโดยคำเสนอของผู้นั้นว่า ผู้นั้นไม่สามารถส่ง ทรัพย์สินหรือชำระราคาได้ศาลจะสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไปก่อนครบ กำหนดก็ได้

                การค้นมิชอบ ทำให้พยานหลักฐานที่ค้นได้เสียไปด้วยหรือไม่ 

            ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานเอาผิดได้หรือไม่

       คำพิพากษาฎีกาที่ 5144/2548

                การตรวจค้นอาจมิชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น   ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก   หามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ 

 

เจ้าพนักงานจับ

                หลักคือ ตำรวจจะจับบุคคลใดต้องมีหมายจับของศาล เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

                มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่
           (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำ ความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 80
           (2)
เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
           (3)
เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตาม มาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้
           (4)
เป็นการจับผู้ต้องหาหรือ จำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117

                 มาตรา 80 ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็น กำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขา ได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ
                อย่างไรก็ดี ความผิด อาญาดั่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมาย นี้ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความ ผิดซึ่งหน้าในกรณีดั่งนี้
            (1)
เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดั่ง ผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ
            (2)
เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะ ทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิด ในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการ กระทำผิดหรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่า ได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเป็นประจักษ์ที่เสื้อผ้า หรือเนื้อตัวของผู้นั้น

          จับในที่รโหฐานได้ไหม

          มาตรา 81 ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตาม บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน(ตาม มาตรา 92)

                ตาม มาตรา 92 คือต้องมีหมายค้นของศาล เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
             (1)
เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน หรือมีเสียงหรือพฤติการณ์อื่นใดอันแสดงได้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในที่รโหฐานนั้น
             (2)
เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน
             (3)
เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น
             (4)
เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมา ได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
             (5)
เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และการจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา 78

                                จับในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหมายจับได้ไหม?

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1164/2546

                ก่อนค้นบ้านที่เกิดเหตุ  เจ้าพนักงานตำรวจแสดงบัตรประจำตัวแก่เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นมารดาของจำเลย  และได้รับความยินยอมแล้ว   แม้การค้นดังกล่าวจะทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลก็หาได้เป็นการค้นที่มิชอบแต่อย่างใดไม่  ประกอบกันก่อนทำการค้นเจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยโยนสิ่งของออกไปนอกหน้าต่าง  เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน  จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกระทำความผิดฐานมียาเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน  เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78(1) , 92(2)

             มีหมายค้นและหมายจับ  แต่ไม่ให้จับ ได้ไหม

       อ้างว่าจะไปมอบตัววันหลังได้ไหม?

                คำพิพากษาฎีกาที่ 6403/2545

                การจับ ส.  ที่บ้านได้กระทำโดยมีหมายจับและหมายค้นของศาลโดยชอบ  เมื่อเข้าแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น ส. ซึ่งยืนอยู่ด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อคกุญแจรั้วหน้าบ้าน  แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อคกุญแจบ้านด้านในอีกชั้นหนึ่งและไม่ยอมเปิดประตูโดยอ้างว่าจะไปมอบตัวในวันหลัง   แสดงว่า ส. ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุม   การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตูบ้านที่ปิดล็อคกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้วเข้าไปจับ ส.  จึงเป็นการกรณีจำเป็นซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอำนาจกระทำได้ตาม  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 94  วรรคสอง  และตามบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี  เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจับกุมที่บ้าน  ส.  เวลา  18.02 นาฬิกา  แสดงว่าลงมือตรวจค้นตั้งแต่เวลา  18.02 นาฬิกา   ซึ่งยังเป็นเวลากลางวัน   เมื่อยังไม่เสร็จจึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไปในเวลากลางคืนได้  ตาม ป.วิอ.  มาตรา 96 (1)

ราษฎรจับได้ไหม

                มาตรา 79 ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่งมาตรา 82 หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย

          มาตรา 82 เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ จะขอความ ช่วยเหลือจากบุคคลใกล้เคียงเพื่อจัดการตามหมายนั้นก็ได้แต่จะ บังคับให้ผู้ใดช่วยโดยอาจเกิดอันตรายแก่เขานั้นไม่ได้

          บัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   ความผิดในกฎหมายลักษณะอาญา  ที่มาตรา 79  อ้างถึง ซึ่งราษฎรมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย ดังต่อไปนี้

          ·        ประทุษร้ายต่อพระบรมราชตระกูล  มาตรา 97 และ 99

          ·        ขบถภายในพระราชอาณาจักร  มาตรา 101 ถึง 104

          ·        ขบถภายนอกพระราชอาณาจักร  มาตรา 105 ถึง 111

          ·        ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ  มาตรา 112

          ·        ทำอันตรายแก่ธง  หรือเครื่องหมายของต่างประเทศ  มาตรา  115

          ·        ความผิดต่อเจ้าพนักงาน  มาตรา  112 ถึง 122 และ 127

          ·        หลบหนีจากที่คุมขัง  มาตรา  163  ถึง  166

          ·        ความผิดต่อศาสนา  มาตรา 172  และ  173

          ·        ก่อการจลาจล  มาตรา  183  และ 184

          ·        กระทำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน  กระทำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมา  และการส่งข่าว  และของถึงกัน และกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสุขสบาย   มาตรา  185 ถึง  194,196 ,197และ 199

          ·        ปลอมแปลงเงินตรา  มาตรา  202  ถึง 205 และ210

          ·        ข่มขืนกระทำชำเรา  มาตรา  242  ถึง 246

          ·        ประทุษร้ายแก่ชีวิต  มาตรา  249  ถึง 251

          ·        ประทุษร้ายแก่ร่างกาย   มาตรา  254  ถึง 257

          ·        ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ   มาตรา  268 , 270  และ 276

          ·        ลักทรัพย์  มาตรา  288  ถึง  296

          ·        วิ่งราว  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์และโจรสลัด  มาตรา  297  ถึง 302

          ·        กรรโชก   มาตรา  303

                

การจับ ต้องกระทำไม่เกินสมควรแก่เหตุ  คือ โดยละมุนละม่อม บอกแก่ผู้ต้องถูกจับก่อนว่า คุณต้องถูกจับ และต้องไปสถานีตำรวจามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 วรรคแรก

               ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการจับนั้น ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา83 วรรคท้าย

             เจ้าพนักงานจับแล้วต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ

              1.     แจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ

              2.     แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ

              3.     แจ้งสิทธิว่า จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

              4.     สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ

              5.     สิทธิแจ้งให้ญาติหรือ ผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมก็สามารถดำเนินการได้

                 มาตรา 83 ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป
                ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือ ผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้ โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย
                ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่า ที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น

                มาตรา 84 เจ้าพนักงานหรือ ราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 83 โดยทันทีและเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟัง และมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น
             (2)
ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อ กำกับไว้เป็นสำคัญเพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ และแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
                เมื่อได้ดำเนินการ ตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7/1 รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้ง ให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรก เมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใดๆ จากผู้ถูกจับ
                ในกรณีที่จำเป็น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับจะจัดการพยาบาลผู้ถูกจับเสียก่อนนำตัวไปส่งตามมาตรานี้ก็ได้
                ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความ ผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อ ได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี

                มาตรา 84/1 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งนั้น จะปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นการ จับโดยมีหมายของศาลให้รีบดำเนินการตามมาตรา 64 และในกรณีที่ต้องส่งผู้ถูกจับไปยังศาล แต่ไม่อาจส่งไปได้ในขณะนั้นเนื่องจาก เป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาศาลเปิดทำการ

       การจับกุมไม่ชอบ  ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยหรือไม่

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2540

                การจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย   ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเสียไปด้วย  เพราะถือว่าเป็นคนละขั้นตอนกัน 

ควบคุมตัว-คุมขัง

                มาตรา 87 ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูก จับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี
                ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใคร และที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น
                ในกรณีที่ผู้ถูกจับ ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือการฟ้องคดีให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภาย ในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 83  เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ โดยให้พนัก งานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียก พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียก พยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้
                ในกรณีความผิดอาญาที่ ได้กระทำลงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน
                ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน
                ในกรณีความผิด อาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน
                ในกรณีตามวรรคหกเมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว หากพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล
                ในการไต่สวนตามวรรคสามและวรรคเจ็ด ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยาน ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากยังไม่ได้มีการปฏิบัติตาม มาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอ ให้ศาลตั้งทนายความให้ โดยทนายความนั้นมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 134/1  วรรคสาม โดยอนุโลม
                ถ้าพนักงานสอบสวน ต้องไปทำการสอบสวนในท้องที่อื่นนอกเขตของศาลซึ่งได้สั่งขังผู้ต้องหาไว้ พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอให้โอนการขังไปยังศาล ในท้องที่ที่จะต้องไปทำการสอบสวนนั้นก็ได้ เมื่อศาลที่สั่งขังไว้เห็นเป็นการสมควรก็ให้สั่งโอนไป

                 เข้าพบตามหมายเรียก  จะต้องถูกควบคุมตัว คุมขังไว้สอบสวนหรือไม่?

            หากคดีอาญามีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี    แม้ว่าจะมีหลักฐานว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดอาญา   การเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก  และการเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนก่อนออกหมายจับนั้น  ทำให้ไม่มีเหตุที่จะออกหมายจับได้ตาม มาตรา 66 (2) และก็จะไม่มีเหตุออกหมายขัง

          หรือแม้ว่าว่าศาลจะออกหมายจับแล้ว  แต่ถ้าเราเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน  ก็จะทำให้เหตุที่ออกหมายจับนั้นสิ้นสุดลง  เมื่อเหตุที่ออกหมายดังกล่าวสิ้นสุดลง   ศาลก็ชอบที่จะเพิกถอนหมายจับนั้นได้และไม่มีเหตุที่ศาลจะออกหมายขัง

                แต่ถ้าเป็นคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี  เพียงพนักงานสอบสวนมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดอาญา  ศาลก็สามารถออกหมายจับและหมายขังได้  โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
               

คำพิพากษาฎีกาที่  8708/2547

                การที่ผู้ต้องหามาพบเจ้าพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก   และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบทันที   ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายจับของศาล    เมื่อผู้ต้องหายังไม่ถูกจับกุมขัง  ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวน   พนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน  ตาม ป.วิ.อ.  มาตรา  87 วรรคสามได้

                 มาตรา 66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มี ดังต่อไปนี้
                 (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
          (2)
เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
                ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

            มาตรา 71 เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตาม มาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติใน มาตรา 66  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                มาตรา 68 หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน

                                       ทางแก้กรณีที่ถูกคุมขังไม่ชอบ

                มาตรา 90 เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้อง ถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาขอให้ปล่อย คือ
          (1)
ผู้ถูกคุมขังเอง
          (2)
พนักงานอัยการ
          (3)
พนักงานสอบสวน
          (4)
ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี
          (5)
สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง
                เมื่อได้รับคำร้องดั่งนั้น ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลศาลมี อำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดง ให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที

                 คำพิพากษาฎีกาที่ 3598/2531 (ประชุมใหญ่)

                การที่พนักงานสอบสวนรับตัวผู้ต้องหาถูกคบคุมไว้   โดยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขัง   อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา 87  ย่อมมีผลทำให้การควบคุมนั้นผิดกฎหมาย   ซึ่งบุคคลตาม ป.วิ.อ.  มาตรา 90  มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ปล่อยได้                  

                เพื่อนของผู้ถูกคุมขัง  ร้องขอให้ปล่อยได้ไหม

                คำพิพากษาฎีกาที่  466/2541

                แม้จะเป็นเพียงเพื่อนของผู้ถูกคุมขัง   ก็มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้   และเมื่อศาลไต่สวนแล้วได้ความว่าเป็นการจับกุมและขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย   ศาลย่อมมีคำสั่งปล่อยได้ตาม  ป.วิ.อ มาตรา 90