การฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลภาษีอากร

อำนาจศาลภาษีอากร

                ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้

  1. คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร
  2. คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร
  3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
  4. คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร
  5. คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร

 การนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากร

        คดีภาษีอากรตาม (1)และ(3)กฎหมายยังได้กำหนดเงื่อนไขในการนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรไว้อีก  หากมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้  มีผลเท่ากับเป็นการนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรโดยไม่มีอำนาจฟ้อง

1.    กรณีอุทธรณ์หรือคัดค้านคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตาม ( 1 ) จะฟ้องคดีได้ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้  และได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว (ตาม มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ)   ซึ่งภาษีแต่ละประเภทก็จะมีระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ไว้แตกต่างกัน ดังนี้

·      คดีภาษีเงินได้ ภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ ต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทรธ์ภายใน 30วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน

·      คดีภาษีสรรพสามิต ต้องคัดค้านต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตภายใน 45 วัน ถ้ายังไม่พอใจก็ต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทรณ์ภายใน 45วัน

·      คดีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ต้องยื่นขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรืออุทธรณ์ต่อคณะเทศมนตรี คณะกรรมการสุขาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ภายใน 15 วัน   (ก่อนยื่นฟ้องคดีภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อศาล ต้องชำระค่าภาษีให้เส็จสิ้นครบถ้วนเสียก่อน มิฉะนั้นศาลจะไม่รับฟ้อง)

·         คดีภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีป้าย อุทรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ภายใน 30 วัน

·         คดีภาษีศุลกากร  ไม่จำต้องอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมศุลกากร ก็สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรได้

                                      ถ้าไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำชี้ขาดดังกล่าวจึงสามารถฟ้องต่อศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแจ้ง

                        คำวินิฉัยอุทรธ์หรือคำชี้ขาดนั้น

2.    กรณีขอคืนค่าภาษีอากร ตาม ( 3 ) ก็เช่นเดียวกันจะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้  (ตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ)

          

การขอคืนภาษีอากรแต่ละประเภทมี หลักเกณฑ์  วิธีการ และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แตกต่างกัน เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนต่างนั้นถือเป็นเครดิตภาษี  ผู้ประกอบการมสิทธิได้รับคืนภาษี หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไปได้  การขอคืนให้ยื่นคำร้องพร้อมการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนนั้น  แต่ถ้ามิได้ขอคืนดังกล่าวหรือกรณีอื่น เช่น ชำระภาษีไว้เกิน  ชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย หรือได้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินหรือไม่ถูกต้อง  สามารถยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันชำระหรือนำส่งภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84/1

         การยื่นคำฟ้องคดีภาษีอากร

        โจทก์สามารถเลือกยื่นคำฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลใดศาลหนึ่งได้  ในกรณีดังต่อไปนี้

1.      ยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางโดยตรง  ในกรณี

ก.    กรณีศาลภาษีอากรจังหวัดยังมิได้จัดตั้งขึ้น ศาลภาษีอากรกลางมีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร  โจทก์ยื่นคำฟ้องได้โดยตรงต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยไม่จำต้องยื่นศาลจังหวัดที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้นก็ได้

ข.    ในกรณีคดีที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และจังหวัดปทุมธานี โจทก์ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเพียงแห่งเดียวเท่านั้น จะยื่นต่อศาลจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งไม่ได้

2.      ยื่นต่อศาลจังหวัดที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

                            ในกรณีที่ศาลภาษีอากรจังหวัดยังไม่ได้เปิดทำการขึ้นในท้องที่ใด  โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น หรือจะยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางก็ได้  เว้นแต่ จังหวัดตาม (1 ข.)

    การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร

            การอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  หรือการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล   ไม่เป็นผลให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิ์ชะลอการชำระภาษีอากรแต่อย่างใด  ผู้อุทธรณ์ยังคงมีหน้าที่ชำระภาษีอากรตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31

          เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ทุเลาการชำระภาษีจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด   เจ้าหน้าที่สรรพากรจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ยึดทรัพย์ผู้รับแจ้งการประเมินมาขายทอดตลาดเพื่อชำระภาษีอากรหรืออายัดทรัพย์ไม่ได้

     การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภาษีอากร

        ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดเวลา 1 เดือน  นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

        คดีที่มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลภาษีอากรได้ทำความเห็นแย้ง  หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

        ข้อยกเว้น  คำสั่งของศาลภาษีอากรในเรื่องดังต่อไปนี้  ให้อุทธรณืฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์  และศาลฎีกาตามลำดับชั้นศาล

1.      คำสั่งให้จำคุก  กักขัง  หรือปรับผู้ใดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

2.      คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา  หรือคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง